Tuesday, February 17, 2026

พรสวรรค์ไม่จำเป็นต้องตรงตามยีนที่ตรวจพบเสมอไป

 https://cofact.org/article/1y48jw88khkyv


สวรส. เตือนอย่าเชื่อ! ตรวจยีนหาพรสวรรค์เด็ก ชี้ “ไม่จริง” ไร้งานวิจัยรองรับ

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ออกมาเตือนผู้ปกครองอย่าหลงเชื่อการโฆษณาตรวจยีนเพื่อหาพรสวรรค์เด็ก โดยระบุว่าไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับในเชิงการทำนายพรสวรรค์ 

ผอ.สวรส. อธิบายว่า ยีนเป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง ไม่สามารถชี้ขาดความสามารถหรือความสำเร็จในอนาคตได้ ยกตัวอย่างกรณีการศึกษาทางพันธุกรรมของ Ludwig van Beethoven ที่พบว่าคะแนนพันธุกรรมด้านดนตรีแย่กว่าของคนทั่วไป ทั้งที่เป็นคีตกวีเอกของโลก 

พร้อมชี้ว่า สิ่งแวดล้อม การฝึกฝน และการเรียนรู้ มีบทบาทสำคัญกว่าพันธุกรรม 

นอกจากนี้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ อยู่ระหว่างติดตามตรวจสอบคลินิกที่โฆษณาลักษณะดังกล่าว เพราะอาจเข้าข่ายให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนและเอาเปรียบผู้บริโภค

Saturday, February 14, 2026

"พินัยกรรมที่พิสดารที่สุดแห่งศตวรรษ" ไม่ได้มีอยู่จริง

 https://cofact.org/article/286yocajvvly7

ช่วงต้นเดือน ม.ค. 2569 มีการเผยแพร่โพสต์บนเฟซบุ๊กอ้างถึง “พินัยกรรมที่พิศดารที่สุดแห่งศตวรรษ” ของ ...  พร้อมภาพงานศพและโลโก้ไทยรัฐทีวี เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เมื่อกดลิงก์จะเข้าสู่เว็บไซต์ที่จัดหน้าเลียนแบบไทยรัฐออนไลน์ โดยอ้างว่าพินัยกรรมระบุเงินลงทุนกว่า 100 ล้านบาทจากแพลตฟอร์มดิจิทัล และมี ดร. ... เป็นทนายดูแลมรดก 

ต่อมาดร. ... ออกมาชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง และเป็นเรื่องที่มิจฉาชีพปลอมขึ้นเพื่อหลอกให้ลงทุน 

ไทยรัฐเองก็ยืนยันว่าเป็นข่าวปลอมที่แอบอ้างชื่อและรูปแบบการนำเสนอ 

ลักษณะการหลอกลวงเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง โดยการทำเว็บไซต์ปลอมเลียนแบบสำนักข่าว แอบอ้างบุคคลมีชื่อเสียงและสื่อดัง เป็นเครื่องมือชักจูงให้กดลิงก์ลงทุน

โอกาสการมีบุตรไม่ได้ขึ้นกับขนาดหรือความยาวของอวัยวะเพศชาย

 https://cofact.org/article/1u5lhm0cdg0th

กรณีมีการแชร์คำกล่าวอ้างนโยบายว่า “นโยบายชายไทยจู๋ยาว ทำให้มีลูกง่าย ทำอวัยวะเพศชายให้ยาวขึ้น ช่วยให้มีลูกง่ายขึ้น” จากการให้สัมภาษณ์ของนักการเมืองรายหนึ่ง โดยอธิบายว่าอวัยวะเพศที่ยาวขึ้นจะช่วยให้อสุจิเดินทางสั้นลงและตั้งครรภ์ง่ายขึ้น ประเด็นนี้ถูกตั้งคำถามถึงความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ 

ตรวจสอบข้อมูลกับผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยา พบว่าไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับคำกล่าวอ้างดังกล่าว 

โอกาสการมีบุตรขึ้นอยู่กับคุณภาพอสุจิ สุขภาพร่างกาย และจังหวะการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ได้ขึ้นกับขนาดหรือความยาวของอวัยวะเพศ 

งานวิจัยต่างประเทศยืนยันว่าขนาดอวัยวะเพศไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างผู้มีบุตรยากกับผู้มีบุตรได้ตามปกติ ยกเว้นกรณีภาวะผิดปกติที่พบได้น้อยมาก ดังนั้นการเพิ่มความยาวอวัยวะเพศจึงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาการมีบุตรยาก

กรุงไทยไม่ได้ส่ง SMS แนบลิงก์ให้กรอกข้อมูลลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส

 https://cofact.org/article/32sn3q1m1tkks


ธนาคารกรุงไทย ยืนยัน โครงการคนละครึ่งพลัส ไม่มีการส่ง SMS แนบลิงก์ให้ประชาชนกรอกข้อมูลลงทะเบียนแต่อย่างใด ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อ และอย่ากดลงทะเบียนผ่านลิงก์ดังกล่าว

โครงการคนละครึ่งพลัส สามารถลงทะเบียนได้ทางแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เท่านั้น

"โครงการความร่วมมือระดับนานาชาติ 8 ประเทศ" ไม่มีอยู่จริง แอบอ้างชื่อหน่วยงานรัฐ ล่อให้กดลิงก์

 https://cofact.org/article/1elkaf7e3eait

ตามที่มีการเผยแพร่โดยเพจ "Travel *** ****" ซึ่งกล่าวถึง "โครงการความร่วมมือระดับนานาชาติ 8 ประเทศ" (ญี่ปุ่น, เกาหลี, เวียดนาม, สิงคโปร์, ฝรั่งเศส, ไต้หวัน, ฮ่องกง, อินโดนีเซีย, ไทย) พร้อมกับการชวนให้คลิกลิงก์เพื่อร่วมลุ้นนั้น

การตรวจสอบพบว่า ข้อมูลนี้เป็น "ข่าวปลอม" และมีเจตนาหลอกลวงหรือชักชวนให้เข้าถึงเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ โดยข้อมูลโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศ 8 ประเทศตามรายชื่อที่ระบุมา ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หรือกรมการท่องเที่ยว

การชักชวนให้คลิกปุ่มหรือลิงก์แปลก ๆ เพื่อลุ้นรับรางวัลหรือลงทะเบียน เป็นกลวิธีมาตรฐานของมิจฉาชีพเพื่อหลอกขอข้อมูลส่วนตัว (Phishing) หรือนำไปสู่การติดตั้งมัลแวร์

ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center) ได้ออกมาชี้แจงข้อมูลลักษณะนี้หลายครั้งว่า เป็นข่าวปลอม ที่แอบอ้างชื่อกรมการท่องเที่ยวเพื่อชักชวนให้ประชาชนร่วมกิจกรรมและกดลิงก์ที่ไม่น่าเชื่อถือ อีกทั้ง กรมการท่องเที่ยว (Department of Tourism): ยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเพจหรือกิจกรรมดังกล่าว และแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง อย่าหลงเชื่อกดลิงก์หรือลงทะเบียนใด ๆ กับเพจเฟซบุ๊กที่น่าสงสัย

หากได้รับแจ้งการแจกรางวัลหรือการลุ้นโชคในลักษณะนี้ ให้สันนิษฐานว่าเป็นกลโกง ห้ามคลิก ที่ลิงก์ใด ๆ เด็ดขาด หลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลส่วนตัว อย่ากรอกข้อมูลส่วนตัว รหัสผ่าน หรือข้อมูลทางการเงินลงในเว็บไซต์ที่มีลักษณะน่าสงสัย

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโครงการของรัฐบาลหรือหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ให้ตรวจสอบข้อมูลโดยตรงจากเว็บไซต์หรือบัญชีโซเชียลมีเดียที่เป็นทางการของหน่วยงานนั้น ๆ เท่านั้น เช่น กรมการท่องเที่ยว หรือ ททท.

สสส. ไม่ได้ส่งอีเมลขอเชิญคนไทยร่วมแสดงความคิดเห็น

 https://cofact.org/article/1w24emvkbf4nn

มีการเผยแพร่ประกาศเตือนภัยเรื่องการแอบอ้างชื่อ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยระบุว่าพบผู้ไม่หวังดีส่งอีเมลหัวข้อ “สสส.ขอเชิญคนไทยร่วมแสดงความคิดเห็น” พร้อมแนบลิงก์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก 

สสส. ชี้แจงว่า หน่วยงานไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่ได้ส่งอีเมลดังกล่าวไปยังบุคคลหรือหน่วยงานใด ๆ ทั้งสิ้น 

การกระทำลักษณะนี้อาจเข้าข่ายหลอกลวงหรือฟิชชิงเพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนตัว 

หน่วยงานแนะนำว่า หากได้รับอีเมลลักษณะนี้ ไม่ควรกดลิงก์ ไม่ดาวน์โหลดไฟล์แนบ และไม่ควรให้ข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงิน พร้อมทั้งขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลผ่านช่องทางทางการของ สสส. เท่านั้น และสามารถแจ้งเรื่องเพื่อตรวจสอบกับหน่วยงานได้โดยตรง

มหาเถรฯ ไฟเขียว! กฎใหม่จัดการ "พระเสพเมถุน" ปาราชิกใน 10 วัน

 https://cofact.org/article/2m2ez1yzmde59


จากข่าวที่เว็บไซต์ www.ejan.co เผยแพร่เกี่ยวกับมติมหาเถรสมาคมเห็นชอบแก้ไขกฎสงฆ์ เพื่อให้การดำเนินการกับพระภิกษุที่กระทำผิดร้ายแรงถึงขั้นปาราชิกเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้นนั้น 

การตรวจสอบพบว่า ข้อมูลนี้เป็น "ข่าวจริง" และมีความสอดคล้องกับแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและหลักการของมหาเถรสมาคม เป็นการนำเสนอข้อมูลความคืบหน้าสำคัญในการปฏิรูปกิจการคณะสงฆ์เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยได้อ้างอิงข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊กสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเอกสารการลงนามของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก รวมถึงคำชี้แจงจากศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ ที่ปรึกษามหาเถรสมาคม

อุบลฯ สื่อดี ภายใต้อีสานโคแฟค ได้มีการตรวจสอบโดยการสืบค้นจากเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รวมถึงสำนักข่าวหลักที่เชื่อถือได้ ซึ่งมีรายงานมติสำคัญของมหาเถรสมาคม และการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทและอำนาจของมหาเถรสมาคมตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์

สรุปข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบ พบว่า ข้อมูลที่ว่ามหาเถรสมาคมมีมติเห็นชอบแก้ไขเพิ่มเติมกฎมหาเถรสมาคม 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2521) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม และ ฉบับที่ 21 (พ.ศ.2538) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง สอดคล้องกับการรายงานข่าวของสื่อหลักหลายสำนักและแถลงการณ์อย่างไม่เป็นทางการของบุคคลที่เกี่ยวข้อง สาระสำคัญที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมคือ หากมีหลักฐานชัดเจนว่าพระภิกษุกระทำความผิดถึงขั้นปาราชิก (เช่น เสพเมถุนธรรม) หรือความผิดร้ายแรงอื่น ๆ ที่สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อคณะสงฆ์ ผู้มีหน้าที่และอำนาจต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 10 วัน ข้อมูลนี้ตรงกับเนื้อหาในข่าว การยอมรับพยานหลักฐานจากยุคสมัยใหม่ เช่น คลิปวิดีโอ หรือข้อมูลการสนทนาทางโทรศัพท์ ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อกลั่นแกล้ง เป็นประเด็นสำคัญที่ถูกเพิ่มเติม เพื่อให้กระบวนการพิจารณารวดเร็วขึ้น ในส่วนข้อมูลที่ระบุว่าหากพระภิกษุไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้สละสมณเพศ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติสามารถประสานขอกำลังและอารักขาจากฝ่ายบ้านเมืองเพื่อดำเนินการได้ เป็นความจริง และเป็นการให้อำนาจแก่สำนักพุทธฯ ในการบังคับใช้มติสงฆ์ให้มีผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ข่าวยังคงย้ำหลักการสำคัญว่าการวินิจฉัยอธิกรณ์และการลงนิคหกรรมยังคงเป็นเรื่องที่คณะสงฆ์ดำเนินการ แต่เจ้าหน้าที่รัฐต้องเอื้อเฟื้อสนับสนุน ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ แหล่งอ้างอิง ที่สอดคล้องกับข้อมูลสำนักข่าวหลัก เช่น ไทยรัฐ, มติชน, ผู้จัดการออนไลน์, ประชาชาติธุรกิจ และเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ)

ข่าวนี้เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของคณะสงฆ์ในการจัดการปัญหาให้สอดรับกับยุคสมัยและความคาดหวังของสังคม ประชาชนควรติดตามความคืบหน้าของกฎมหาเถรสมาคมฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้อย่างใกล้ชิด เมื่อมีการประกาศลงในหนังสือแถลงการณ์คณะสงฆ์ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้จริงในวันถัดจากวันประกาศ

โฆษกกรมกิจการผู้สูงอายุ เตือน อย่าหลงเชื่อข่าว แจกเงินหมื่น ให้ทายาทผู้สูงอายุที่เสียชีวิต https://www.dop.go.th/th/news/1/5575

  โฆษกกรมกิจการผู้สูงอายุ เตือน อย่าหลงเชื่อข่าว แจกเงินหมื่น ให้ทายาทผู้สูงอายุที่เสียชีวิต https://www.dop.go.th/th/news/1/5575  วันที่ 4...